Loading...

บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มิตซูบิชิ ปาเจโร สเปค ราคา ความคุ้มค่า

มิตซูบิชิ ปาเจโร สเปค ราคา ความคุ้มค่า


  สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถเอนกประสงค์ที่มีทั้งขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมและดีไซน์ที่ดูเท่สไตล์สปอร์ต หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดรุ่นหนึ่งในขณะนี้คงต้องยกให้กับ "Mitsubishi Pajero Sport V6" ที่ทางมิตซูบิชิภูมิใจนำเสนอแบบสุด ๆ พร้อมราคาเปิดตัวที่น่าจะสะกิดใจคนรักรถสไตล์ลุย ๆ ให้สะบัดเงินออกจากกระเป๋าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

Mitsubishi Pajero Sport V6

          มาว่ากันด้วยรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อนเลยดีกว่า สำหรับมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต วี6 รุ่นนี้ ต้องบอกเลยว่าคอรถเอนกประสงค์จะต้องประทับใจในลุคที่ดูแข็งแกร่ง แต่ก็ให้ความปราดเปรียวไปด้วยในตัวของมันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะไฟหน้าที่ดูหรูหราลงตัวด้วยไฟแบบโปรเจคเตอร์และหลอดไฟ HID ที่ให้กำลังส่องสว่างมากขึ้น พร้อมระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ รวมไปถึงระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ตามสภาพแสงจากภายนอก แถมยังมีการติดตั้งระบบน้ำฉีดล้างไฟหน้าอีกด้วย



          ด้านกระจังหน้าและกระจกมองข้างยังคงเอกลักษณ์ที่หน้าประทับใจเอาไว้ได้เหมือนเดิม ที่สำคัญในรุ่น 3.0 GT นี้ยังเน้นไปที่เรื่องของความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการติดตั้งสัญญาณกะระยะจอดขณะถอยหลังแบบ 4 จุด นอกจากนี้ยังมีการเสริมความเป็นสปอร์ตเข้าไปด้วยการติดตั้งสปอยเลอร์ที่ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย ทำให้ด้านท้ายรถดูลงตัวยิ่งขึ้น

Mitsubishi Pajero Sport V6

          ต่อมาก็เป็นเรื่องของการตกแต่งภายในกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นรถเอนกประสงค์แล้ว ความโอ่โถงและกว้างขวางของห้องโดยสาร จะต้องสะดวกสบายตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้ และปาเจโร่ สปอร์ต รุ่นนี้ ก็ได้ใจคนไปแบบเต็ม ๆ โดยเฉพาะบรรดาครอบครัวใหญ่ เพราะภายในเป็นเบาะนั่งแบบ 3 แถว สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง แถมยังปรับเปลี่ยนรูปแบบในการใช้งานได้ถึง 5 แบบ ทำให้เพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น


          ที่มากไปกว่านั้น เพื่อให้การขับขี่ในระยะทางไกลเป็นไปด้วยความไหลลื่นไม่มีสะดุด ยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise control) พร้อมสวิตช์ควบคุมวิทยุที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น GT) นอกจากนี้ยังจัดเต็มกับอุปกรณ์ให้ความบันเทิงทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น DVD, VCD, CD, รวมไปถึง MP3 และช่องต่ออุปกรณ์ USB ที่สามารถใช้งานได้ทั้ง iPod/iPhone อีกด้วย แต่ช้าก่อน! ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ทว่ายังมีจอภาพแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว (ด้านหน้า) และจอภาพ LED แบบ Wide Screen ขนาด 10.2 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารด้านหลังซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรุ่น GT ด้วย

          มาต่อกันด้วยเรื่องของขุมกำลังกันเลยดีกว่า ซึ่งเครื่องยนต์ของรุ่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะ และพลังขับเคลื่อนสมบูรณ์แบบ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 สูบ SOHC 24 วาล์ว กำลังส่ง 219 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 281 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที  พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะของระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วไอดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ในรอบสูง ตอบสนองอัตราเร่งที่ฉับไวและประหยัดน้ำมัน เมื่อใช้ความเร็วในรอบต่ำ โดยจัดมาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECTS II พร้อม Sportronic ซึ่งสามารถจดจำรูปแบบการขับขี่ของคุณได้ จึงให้การตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ และอัตราเร่งที่ดีขึ้นนั่นเอง

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจอยากทราบราคาค่าตัวของ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต วี6 นั้น ก็ถูกตั้งเอาไว้ที่ราคา 1,305,000 บาท หากแฟน ๆ รถเอนกประสงค์คนใดอยากจะไปถอยมาครอบครองก็สามารถติดตัวแทนจำหน่ายของทางบริษัทมิตซูบิชิทั่วประเทศได้เลย หรืออยากลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน ก็เข้าไปดูที่เว็บไซต์ mitsubishi-motors.co.th ได้เลยนะคร้าบ

ที่มา kapook

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความรู้เกี่ยวกับกระจกกันกระสุน

ความรู้เกี่ยวกับ


 ท่ามกลางความร้อนแรงของการเมือง ท่านคณะรัฐมนตรี ต่างหันมาใช้รถยนต์แบบกระจกกันกระสุนกันมากขึ้น

รู้จักกระจกกันกระสุน



              กระจกกันกระสุน เป็นหนึ่งในความสำเร็จของการพัฒนากระจกธรรมดาเป็นกระจกนิรภัย สำหรับใช้ในการป้องกันโจรกรรม อาชญากรรม การก่อการร้าย และในยานพาหนะที่ใช้ในสงคราม  ดังนั้นกระจกกันกระสุนจึงเป็นกระจกนิรภัย

ประเภทของกระจกนิรภัย
         
           1. กระจกเทมเปอร์
           2. กระจกลามิเนต

กระจกเทมเปอร์
            เป็นกระจกที่มีความแข็งแรงกว่ากระจกธรรมดาที่มีความหนาเดียวกันถึง  5  เท่า   เกิดจากการนำกระจกธรรมดามาอบด้วยอุณหภูมิสูง  แล้วทำให้เกิดการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้เนื้อกระจกด้านนอกเย็นกว่าด้านในเป็นผลทำให้เนื้อกระจกมีความแข็งแรงขึ้น
          สมบัติของกระจกเทมเปอร์
                    1. มีความแข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา  และทนแรงกระแทก   แรงลม  หรือแรงดันได้ดีเทียบเท่ากัยกระจกรถยนต์
                    2. ต่อต่อการแตกร้าว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี
                    3. หากเกืดการกระแทกอย่างรุนแรจนกระจกแตก  ลักษระของกีจกจะเป็นเม็ดกลมมน คล้ายกับเมล็ดข้าวโพด
         การใช้ประโยชน์ของกระจกเทมเปอร์
                   1. ชุดประตูบานเปลีอย
                   2. กระจกในห้องน้ำ
                   3. ตู้อาบน้ำ
                   4. ชั้นวางของ
                   5. อื่น ๆ ที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ

กระจกลามิเนต
              คือ กระจกนิรภัยที่ผลิตขึ้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน โดยนำกระจก 2 แผ่น
มาอัดติดกันยึดด้วยฟิล์มบาง ๆ ตรงกลางที่เหนียวและแข็งแรง PVB(Polyvinylbutyral interlaying film)  ซึ่งจะยึดกระจกทั้ง 2 แผ่นให้ติดกัน เมื่อแตกจะมีเพียงรอยร้าวหรือแตกเป็นแนวโดยรอบ แต่เศษกระจกจะไม่หลุดออก ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติในการป้องกันเสียง ลดแสงจ้า ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต กระจกลามิเนทมีทั้งประเภทฟิล์มหลายชั้น และกระจกหลายชั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในด้านงาน เช่น กระจกกันขโมย กระจกกันกระสุน ฯลฯ
             คุณสมบัติ
             1. มีความปลอดภัยเมื่อกระแทกจนแตก แผ่นฟิล์มจะยึดไม่ให้กระจกหลุดออกจากกัน
             2. ป้องกันการทะลุทะลวงเนื่องจากการแตกและบุกรุกได้
             3. ลดเสียงรบกวน และลดการก้องของเสียงได้ดี
             4. ช่วยลดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศเพราะความร้อน จะผ่านเข้ามาน้อยและช่วยลด
รังสียูวี

            ประโยชน์และการนำไปใช้งาน
            1. ใช้ติดตั้งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เช่น ผนัง , ประตู , หน้าต่าง
            2. ใช้ติดตั้งในสถานที่ ที่ต้องการความปลอดภัยจากการบุกรุกสามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัย เช่นทำเป็นกระจก สกายไลท์, ฉากกั้นห้อง เป็นต้น

            ลักษณะของกระจกลามิเนต

           1. กระจกใส
           2. กระจกสีโปร่งแสง
           3. สีขุ่นฝ้า
          ซึ่งลักษณะของกระจกที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสีของฟิล์มที่นำมาลามิเนต
          ทั้งนี้ยังคงมีข้อจำกัดด้านความหลากหลายของสีสัน ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตฟิล์ม ที่จะผลิตออกมาสู่ตลาด ดังนั้น กระจกลามิเนตจะมีสีให้เลือกค่อนข้างจำกัด
         กระจกลามิเนตใส นำมาทำเป็นกระจกเคลือบสี สำหรับชิ้นงานที่ต้องการความปลอดภัยในกรณีที่กระจกเสี่ยงต่อการแตกหัก และไม่ต้องการให้เศษกระจกร่วงหล่นออกจากกัน

       
         กระจกกันกระสุนจัดอยู่ในกระจกนิรภัยประเภทกระจกลามิเนต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากเทคโนโลยีการทำกระจกหลายชั้น โดยจะใช้ฟิล์มที่มีความเหนียวพิเศษ และต้องโปร่งใสเมื่อโดนความร้อน คั่นกลางระหว่างชั้นของกระจก ฟิล์มที่ใช้ได้แก่ ฟิล์มโพลีไวนิลบิวทีรัลชนิดพิเศษ ฟิล์มโพลิคาร์บอเนต ในกระบวนการผลิตกระจกแต่ละชั้นที่มีฟิล์มคั่นกลาง จะถูกอัดประกบให้ติดกันโดยใช้ความร้อน ประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส แล้วผ่านการรีดด้วยลูกกลิ้งเพื่อให้กระจกติดกันสนิทมากขึ้น จากนั้นก็นำไปอบในตู้อบที่ควบคุมทั้งความร้อนและความดัน จะได้กระจกที่ใสมากจนมองไม่เห็นแผ่นฟิล์ม มีความเหนียวและความแข็งแรงมากพอที่จะกันกระสุนได้

 เพื่อป้องกันกระสุนปืนชนิดต่าง ๆ ที่มีความรุนแรงต่างกัน กระจกกันกระสุนจึงมีจำนวนชั้นและความหนาแตกต่างกันไป รวมทั้งชนิดของฟิล์มที่ใช้ก็แตกต่างกันออกไปด้วย เมื่อถูกกระแทกจากกระสุนปืนหรือวัตถุอื่น ๆ ชิ้นส่วนที่แตกจะไม่หลุดออกจากกัน ยังคงสภาพเดิมเพียงแต่มีรอยร้าวเกิดขึ้นบนแผ่นกระจกเท่านั้น นอกจากนี้ถ้าต้องคำนึงถึงแรงกระแทกที่มาจากกระสุนทางด้านนอก และความปลอดภัยจากเศษกระจกที่อาจจะกระเด็นออกมาได้เมื่อถูกกระสุน

ก็สามารถเลือกใช้ฟิล์มต่างชนิดกันระหว่างด้านในและด้านนอกได้ กระจกกันกระสุนแบบทั่วไปโดยปกติมีแรงต้านกระสุนปืนรีวอลเวอร์ในระยะ 1-30 เมตรได้เป็นอย่างดี กระจกกันกระสุนสามารถผลิตได้ทั้งแบบแผ่นเรียบและดัดเป็นแผ่นโค้ง จึงอาจนำไปใช้เป็นกระจกนิรภัยในยานยนต์ และใช้ในอาคารได้เช่นเดียวกับกระจกนิรภัยอื่น ๆ โดยต้องมีการออกแบบวงกบหรือกรอบหน้าต่างให้แข็งแรงมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันกระจกหลุดออกจากกรอบเมื่อถูกกระแทก

 นอกจากนี้กระจกกันกระสุนหรือกระจกลามิเนตนี้ ยังสามารถป้องกันขโมยได้ผลดี เพราะว่ายากแก่การเจาะผ่านฟิล์มได้ ในปัจจุบันท่านก็อาจจะได้พบเห็นกระจกกันกระสุนบ้าง เช่น กระจกในรถขนส่งเงิน รถนักโทษ รถทหาร หน้าต่างฝากถอนเงินของพนักงานในธนาคาร กระจกสำหรับห้องวีไอพี และกระจกอาคารสถานทูตที่สำคัญ ๆ

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

Suzuki Nex น่าใช้หรือเปล่า

Suzuki Nex น่าใช้หรือเปล่า


 ปี 2013 ซูซูกิ พร้อมส่ง 2 นวัตกรรมใหม่ล่าสุด เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง และ ซูซูกิพร้อมที่จะให้คุณสนุกไปกับวิถีชีวิตในแบบ “อีโค่” ที่สุดแห่งนวัตกรรมเพื่อโลกยิ้มได้อีกครั้ง กับการตอกย้ำ “แนวคิดรักษ์โลก” ที่กล้ากว่าใคร และนี่แหละคือแนวทางที่ ซูซูกิ อยากบอกไปยังทุกคนบนโลกใบนี้เพื่อร่วมมือร่วมใจกับ ซูซูกิ



ซูซูกิ ตอกย้ำ กระแสอีโค่ เทรนด์ อีกครั้ง พร้อมขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่ คนที่รักความประหยัดและรักษ์โลกทุกคนร่วมอัพเทรนด์ไปกับ “ปฏิบัติการ Suzuki Let’s Goes Green” เพื่อให้แนวคิด Thinking of the World เข้าถึงประชาชนทั่วไปในวงกว้างอย่างชัดเจน ครั้งนี้ทาง ซูซูกิ จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคน ร่วมตอกย้ำ กระแส คูล เดอะเวิร์ล & ฮีล เดอะเวิร์ล Vol. 2 อีกระลอก ซึ่งตรงกับแนวคิดหลักของผลิตภัณฑ์ใหม่ของทาง ซูซูกิ ทุกรุ่น ที่มั่นใจได้ว่าเราทุกคนสามารถจะช่วยโลกใบนี้ให้ผ่านพ้น “วิกฤตสิ่งแวดล้อม” ไปได้ด้วยมือและใจของเราทุกคน


ถึงเวลาแล้ว ที่เราทุกคน จะหันมาเอาใจใส่ ห่วงใย  และร่วมดูแลโลกใบนี้ อย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้โลกถูกทำร้ายและทำลายลงไปทุกขณะ ซูซูกิ ขอเชิญชวนคนรัก ECO มาร่วมอัพเดท อัพเทรนด์ อัพทุกการขับขี่ของคุณเตรียมเข้าสู่เส้นทางสีเขียว เส้นทางที่ซูซูกิและชาวสองล้อ ร่วมสร้างเทรนด์ใหม่ๆ ในการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างที่ไม่เคยมีมอเตอร์ไซค์คันไหนค่ายไหนตระหนักถึงมากเช่นนี้ และมุ่งให้ความสำคัญกับ “โลกใบนี้” มากเท่าเรา ก้าวสู่ อีกระดับกับมาตรฐานใหม่ของการ “รักษ์โลก” Suzuki Let’s Goes Green พลังอีโค่สุดสะอาด ที่มาพร้อมความแรง สมรรถนะที่ทรงพลังของเครื่องยนต์ เหนือกว่าด้วยความประหยัด ความคุ้มค่า ขี่ง่าย ซูซูกิ เน็กซ์ ที่สุดแห่งความประหยัดที่มาพร้อมความแรง ซูซูกิ เล็ทส์ ที่สุดของความมันส์ สนุก แสบ ซ่าสส์

ซูซูกิ เล็ทส์ พร้อมสีสดใส สีชมพู-ดำ (GUS) สีน้ำเงิน-ขาว (HWA) สีเขียว-ขาว (JSJ) สีแดง-ดำ (JTU) และ สีแดง-เทา (AJQ) ในราคาเปิดตัวเพียง 41,900 บาท  ซื้อวันนี้!! รับหมวกกันน็อค ซูซูกิ เล็ทส์ พิเศษเฉพาะ 5,000 คันแรกเท่านั้น ตั้งแต่ 1 ก.พ. - 31 มี.ค. 2556 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ซูซูกิ เน็กซ์ จัดมาให้พิเศษ 2 แบบ 2 สไตล์ แบบล้อซี่ลวด สนุกไปกับ 3 สีสดใส สีน้ำเงิน/ขาว (HWA), สีแดง/ขาว(JWP) และ สีดำ (YVU) กับราคาเบาๆ 38,900 บาท ส่วนในแบบล้อแม็ก กับ 5 สีสุดแสบ อาทิ สีเขียว/ขาว (AFR), สีน้ำเงิน/ขาว (HWA), สีแดง/ขาว (JWP), สีชมพู/ขาว (AGF) และ สีดำ (YVU) สนุกไปกับล้อแม็ก ในราคา 39,900 บาท พบซูซูกิ เล็ทส์ และซูซูกิ เน็กซ์ ที่โชว์รูมซูซูกิ

ที่มา http://www.auto-thailand.com

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

คันเร่งค้างเกิดจากอะไร


คันเร่งค้างเกิดจากอะไร

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถยนต์  สิ่งที่เจ้าของรถที่จะได้ประโยชน์นั้นมีมากมาย  แต่ก็มีบางอย่างอาจจะเกิดปัญหาได้  หากมีการกระทำที่ไม่ดีในรถยนต์  การที่มีรถยนต์สักคันหรือหลายคันก็แล้วแต่  แน่นอนที่สุดจะต้องมีการดูแลเอาใจใส่หรือที่เราจะมักเรียกกันว่า “การบำรุงรักษา” แทบตลอดอายุการใช้งานกันเลยทีเดียว



          ก่อนที่จะมีการใช้รถยนต์ที่ออกใหม่(ป้ายแดง)  ขอให้ท่านเจ้าของรถทำความเข้าใจในรถยนต์ของตนเองก่อนว่า  รถยนต์ของตนเองมีอะไรที่มีการติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปไว้หรือไม่  เป็นต้นว่า  ชุดกันขโมย, ไฟตัดหมอก, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง, แผงบังแดด, สเกิร์ต, สปอยเลอร์ และอื่นๆอีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งใดๆ  ขอให้ศึกษาข้อมูลต่างๆว่า  มีคุณสมบัติว่าเป็นอย่างไร,  มีการติดตั้งที่ได้มาตรฐานหรือไม่, รวมถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากอุปกรณ์นั้นๆอีกด้วย



สำหรับอุปกรณ์ที่เป็นของแท้  รวมถึงได้มีการติดตั้งจากศูนย์บริการมาตรฐาน  ถ้ากระทำได้อย่างนี้สามารถไว้วางใจได้ครับ  ไม่ว่าจะเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์และการรับประกันด้วยครับ  แต่ถ้ามีการติดตั้งจากสถานประกอบการอื่น  อาจจะมีความเสี่ยงกันได้บ้าง  ดังที่เคยเกิดขึ้น(บางท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว)  และในการนี้จะขอกล่าวในเรื่องของ “คันเร่งที่ค้าง” ให้ได้รับทราบดังต่อไปนี้กันนะครับ

         การที่คันเร่งค้างได้นั้น  แน่นอนที่สุดจะต้องมีการกระทำที่คันเร่งแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์  แทบจะเป็นไปไม่ได้หรือน้อยมากเลยที่  ระบบในส่วนนั้นมีการขัดข้อง  จากกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วนั้น  ต้นเหตุหรือสาเหตุมาจาก  ชุดอุปกรณ์ตกแต่งที่มีการติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปในตัวรถ  การทำงานก็เป็นปรกติดี  แต่ชุดกล่องควบคุมการทำงานกลับมีการติดตั้งที่ไม่ดี คือ อยู่ใกล้กับคันเร่ง  แล้วอยู่มาวันหนึ่ง (วันที่เกิดเหตุ) กล่องควบคุมดังกล่าวล่วงหล่นมาทับกับคันเร่ง  ทำให้มีการเร่งเครื่องเองขณะขับขี่  และในขณะนั้นความเร็วก็สูงอีกด้วย  จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ขับขี่ทำอะไรไม่ค่อยถูก  กว่าจะรอดพ้นเหตุการณ์วิกฤตนั้น เป็นนาทีแห่งชีวิตจริงๆ  แต่ก็ผ่านพ้นมาได้โดยสวัสดิภาพครับ

        ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่า  รถใหม่นั้นได้ติดตั้งอะไรเข้าไปบ้าง,มาตรฐานแค่ไหน,ไว้วางใจได้แค่ไหน  ก็เพื่อความพร้อมของตัวรถรวมถึงความปลอดภัยตลอดจนประโยชน์ที่จะได้รับอย่างคุ้มค่า  กับการที่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์นั่นเองครับ  ท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน  ปลอดภัยในการใช้รถทุกๆท่านครับ สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

Ford Ranger 2012 สเปค ราคา ความคุ้มค่า

Ford Ranger 2012 สเปค ราคา ความคุ้มค่า


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก autospinn.com

            เปิดฉากแล้ว สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 หรือ "Motor Expo 2011" ที่จัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน - 12 ธันวาคม 2554 ณ อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี งานนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า ใครที่เป็นคนรักรถหรือกำลังมองหารถยนต์คันใหม่อยู่ล่ะก็ จะต้องไม่พลาดงานนี้อย่างเด็ดขาด

Ranger Wildtrack 2012

            นอกจากจะมีรถสวย ๆ และข้อเสนอพิเศษ ๆ แล้ว หลาย ๆ ค่ายยังได้พารถรุ่นใหม่ ๆ มาเปิดตัวที่งานนี้อีกเพียบเลยด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ก็มีชื่อของ "ฟอร์ด" (Ford) ค่ายดังจากเมืองลุงแซมรอจ่อคิวเปิดตัวรถรุ่นใหม่ด้วยเหมือนกัน

            ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 นี้ ทางฟอร์ด ประเทศไทย ได้เปิดเผยให้ได้ทราบกันแล้วว่า จะมีการนำเอากระบะพันธุ์ใหม่อย่าง "เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 2012" (Ranger Wildtrack 2012) มาเป็นไฮไลท์ของบูทฟอร์ด ด้วยจุดขายหลักในเรื่องของความประหยัดน้ำมัน และการดีไซน์ที่มีลุค ดุ เข้ม และมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน



            เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ตัว 2012 นี้ เป็นกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.2 ลิตร ผลิตกำลังได้สูงสุดที่ 200 แรงม้า  ติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีสัญญาณเตือนการเปลี่ยนเกียร์บนแผงหน้าปัด ช่วยให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างเหมาะสม ลดการลากรอบโดยไม่จำเป็น ขณะที่ความจุถังน้ำมันมีให้ 80 ลิตร แถมยังมีการประหยัดน้ำมันด้วยอัตราเฉลี่ยที่ 19.47 กิโลเมตรต่อลิตร


            ในส่วนของความปลอดภัย มีทั้ง ถุงลมนิรภัย, ระบบเบรค ABS, ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรค (Brake Assist), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP), ระบบป้องกันการลื่นไถลทั้ง 4 ล้อ (Traction control) ตามมาด้วย "Trailer Sway Mitigation" และ "Adaptive Load Control" ที่จะปรับตามน้ำหนักสิ่งของที่บรรทุก เพื่อให้รถยังคงมีเสถียรภาพอยู่เสมอ

Ranger Wildtrack 2012

            ขณะที่ภายในห้องโดยสาร เน้นความดุดันของสีสันและความเป็นสปอร์ต ด้วยเบาะหนังโทนสีดำตัดกับสีส้ม ตกแต่งภายในด้วยวัสดุที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ เน้นความกว้างขวางในส่วนผู้โดยสารมากขึ้น โดยเฉพาะในเบาะแถวหลังที่สามารถรองรับผู้โดยสาร 3 คน ให้นั่งได้สบาย ๆ ไม่ต้องมาเบียดเสียดกันเมื่อก่อน ๆ และมีช่องใส่สิ่งของต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วห้องโดยสารกว่า 23 จุด

            ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น บลูทูธ เครื่องเล่นเพลงที่รองรับพอร์ท USB - AUX ซึ่งเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ได้ มีระบบสั่งงานวิทยุด้วยเสียงที่รองรับถึง 7 ภาษา (แต่ยังไม่มีภาษาไทย) มีกล้องหลังซึ่งจะแสดงผลที่กระจกมองหลัง และ จอขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม

            นอกจาก เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 2012 ที่นำเสนอไปแล้วนั้น ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 นี้ ฟอร์ดเองยังเตรียมที่จะเปิดตัวเรนเจอร์อีก 2 รุ่น ทั้ง "โอเพ่น แค็ป" (Open Cab) และ "ดับเบิ้ล แค็ป" (Double Cab) อีกด้วย โดย ฟอร์ด ได้เปิดรับจองพร้อมทั้งประกาศราคาสำหรับเรนเจอร์ตัวใหม่ทั้ง 3 รุ่นไว้ที่ราคา 699,000 – 869,000 บาท

            สำหรับราคาฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในแต่ละรุ่น มีดังต่อไปนี้

            รุ่นโอเพ่นแค็บ 4X2 XLT เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 659,000 บาท
            รุ่นโอเพ่นแค็บ 4X2 ไฮ-ไรเดอร์ 2.2 ลิตร XLT เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 699,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X2 XLT เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 739,000 บาท
            รุ่นโอเพ่นแค็บ 4X2 ไฮ-ไรเดอร์ XLT ไวลด์แทรค เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 759,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X2 ไฮ-ไรเดอร์ XLT เกียร์ธรรมดา 6 สีปีด 779,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X2 ไฮ-ไรเดอร์ 2.2 ลิตร XLT เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 799,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X2 ไฮ-ไรเดอร์ 2.2 ลิตร ไวลด์แทรค เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 869,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X4 ไฮ-ไรเดอร์ XLT เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 879,000 บาท
            รุ่นดับเบิลแค็บ 4X4 XLT ไวลด์แทรค เกียร์อัติโนมัติ 6 สปีด 969,000บาท

            ทั้งนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ได้ออกมายลโฉมนี้ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาให้เป็นรถกระบะชั้นแนวหน้า และเป็นผู้นำในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ซึ่งหากใครสนใจอยากไปสัมผัสคันเป็น ๆ แล้วล่ะก็ ไปชมกันได้ที่ กันได้ใน งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28 ในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 12 ธันวาคม 2554 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา kapook


วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

BMW 6-Series Gran Coupe สเปค ราคา

 BMW 6-Series Gran Coupe สเปค ราคา


         หากเจ้าของรถแบบ BMW models รุ่นใหม่่าสุดนั้นต้องการเพิ่มความสวยงามในการขับขี่ให้รถของพวกเขานั้นล่าสุดชุดแต่งแบบ M Sport Package นั้นก็เป็นตัวเลือกแรกๆที่ให้คุณได้ตัดสินใจด้วยชุดอากาศพลศาสตร์และล้อแม็กซ์อัลลอยด์ขนาดใหญ่สำหรับการตกแต่งภายนอกและที่นั่งแบบสปอร์ตสำหรับตกแต่งภายใน




         ด้วยราคามูลค่าประมาณ $ 4,200 / $ 4,400 (ขึ้นอยู่กับรุ่น) นั้น M Sport Package สำหรับรถแบบ 6-Series Gran Coupe นั้นจะถูกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาพร้อมใช้ในรุ่น 640i, 650i และ 650iX พร้อมทั้งล้อแม็กซ์ในขนาด 19 นิ้วแบบอัลลอยด์ แต่ถ้าหากเพิ่มเป็น 20 นิ้วก็สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มเงินไปอีก $1,300



        ในการแต่งรถรุ่น 6-Series Gran Coupe นั้นมีทางเลือกมากมายให้กับพวกเขาซึ่งล้อแม็กซ์ชื่อดังจากทาง Vossen ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกเช่นกัน




 ค่ายแต่งรถชื่อดังฟลอริด้านั้นมาพร้อมกับรุ่น 640i saloon พร้อมล้อแมกซ์ขนาด 22 นิ้วสีดำและชุดแต่งพิเศษกับทาง H&R ที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของช่วงล่างเข้าไป



         คุณสามารถติดตามทั้งชุดแต่งจากทาง Vossen’s และชุดแต่งอย่างเป็นทางการของ BMW อย่าง M Sport Package ที่มีล้อแม็กซ์ขนาด 19 และ 20 นิ้วได้ภายในรูปภาพที่จะนำมาให้ชมกัน

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีการตรวจสภาพยางรถยนต์


วิธีการตรวจสภาพยางรถยนต์

ยางรถใหม่เก็บไว้นาน ๆ ก็เสื่อมสภาพได้ เมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ทุกครั้ง…คุณแน่ใจหรือไม่ว่าไม่ใช่
ยางเก่าเก็บ แล้วเราจะมีวิธีดูอย่างไร พร้อมข้อสงสัยว่าจริงหรือที่ว่าดอกยางเป็นตัวทำให้รถเกาะถนน
แล้วเมื่อไรที่เขาเรียกกันว่าดอกยางหมด



รหัสบนแก้มยางที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ หรือบางคนสนใจและพยายามจะทราบ แต่ไม่ค่อยมีใครอยากบอกคือ วันที่ยางเส้นนั้นผลิตเพราะผู้ขายหรือผู้ผลิต กลัวจะขายยางเก่าเก็บไม่ได้ แต่ผู้ผลิตก็ต้องระบุลงไป เพื่อไม่ให้ผิดกฏของหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เพียงแต่ถ้าไม่ถามก็จะไม่บอก

ยางรถยนต์สามารถหมดสภาพได้ แม้เป็นยางใหม่ที่เก็บไว้เฉยๆ ก็เริ่มเสื่อมสภาพลงตั้งแต่ผลิตเสร็จ แล้ว
ลดอายุการใช้งานลงเรื่อยๆ เมื่อเก็บไว้หลายปีแม้การเก็บยางอย่างถูกวิธีจะชะลอการหมดอายุลงได้ และไม่หมดอายุเร็วเท่ากับการใช้งานบนถนนจริง
แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยางเก่าเก็บ ซึ่งผู้ผลิตหลายรายบอกว่า 2-3 ปีก็ยังใช้ได้ แต่ในแง่ของผู้บริโภค
แล้ว ยิ่งใหม่เท่าไรก็ยิ่งดี

ถ้าเป็นยางนำเข้าหรือยางผลิตในประเทศ ที่มีทั้งการจำหน่ายในประเทศและการส่งออก จะมีตัวเลข
3-4 หลักอยู่ในวงรี บอกสัปดาห์และเลขตัวท้ายๆ ของปี ค.ศ. ที่ผลิตยางเส้นนั้นไว้แบบลบไม่ได้ เพราะ
เป็นเนื้อยางที่อยู่บนแก้มยาง หล่อออกมาจากแม่พิมพ์เลย และเป็นมาตรฐานเดียวกันที่ใช้ทั่วโลก

ตัวเลขนั้นอยู่ในวงรีแนวโค้งเดียวกับแก้มยาง อาจอยู่ใกล้กับตัวอักษร DOT และอาจมีเพียงข้างเดียวใน
ยาง 1 เส้น ยางรถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2000 จะเป็นเลข 3 หลัก เช่น 449 หรือ 328 โดยเลข 2 ตัว
แรกบอกสัปดาห์ที่ผลิต และตัวเลขท้ายสุด คือ ตัวเลขสุดท้ายของปี ค.ศ. ที่ผลิต เช่น 127 ก็เป็นยางที่
ผลิตสัปดาห์ที่ 12 ของปี 1997

พอมาถึงปี 2000 และตั้งแต่ปัจจุบันนี้เป็นต้นไป มีการเปลี่ยนมาเป็นเลข 4 หลัก เพื่อป้องกันความสับสน
กับยางที่ผลิตก่อนปี 2000 และค้างสต็อกอยู่

ตัวอย่าง 1300, 3500, 4100 เลข 2 ตัวแรกบอกสัปดาห์ที่ผลิต และ 2 ตัวท้าย คือ เลข 2 ตัวสุด
ท้ายของปี ค.ศ. ที่ผลิต เช่น 3600 เป็นยางที่ผลิตสัปดาห์ที่ 36 ของปี 2000

ส่วนยางบางยี่ห้อที่ผลิตจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เช่น บริดจสโตนบางรุ่น ในเนื้อยางบริเวณแก้มก็มี
รหัสระบุถึงวันที่ผลิต แต่ไม่เหมือนกับข้างต้น เพราะเป็นรหัสเฉพาะ เช่น L0Y3A ต้องเปิดตารางเทียบ
ซึ่งผู้ผลิตไม่เปิดเผย

ในเมื่อผู้ซื้ออ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยมีการทดแทนด้วยการปั๊มหมึกสีอ่อนไว้บนแก้มยาง เป็นรูปวงกลมขนาด
เล็กแบ่งครึ่งบนล่าง ครึ่งบนบอกเดือน และปี พ.ศ. เช่น 11 43 ส่วนครึ่งล่างไม่ต้องสนใจ เพราะเป็น
ตัวเลขรหัสประจำตัวของผู้ตรวจยางเส้นนั้น บางร้านพอยางเก่าเก็บ ก็จะลบหมึกวงกลมนี้ออก เพื่อไม่ให้
ทราบวันผลิตจริง ถ้าเจออย่างนั้น ควรหลีกเลี่ยง

ถ้าเป็นยางนำเข้า หากยังไม่แกะออกจากห่อ ที่ตัวห่อหรือสติกเกอร์ที่ติดไว้ อาจมีรายละเอียดวันที–่ผลิต
ระบุไว้ด้วย ถ้าหาที่แก้มยางไม่เจอ ให้ลองหาที่ตัวห่อก็อาจเจอ

ด อ ก ย า ง ไ ม่ ไ ด้ มี ไ ว้ ใ ห้ เ ก า ะ แ ต่ มี ไ ว้ รี ด น้ำ

ยังมีความเข้าใจผิดและพูดกันผิดๆ ต่อเนื่องกันในวงกว้าง ว่าดอกยางหรือยางที่มีร่องๆ เป็นลวดลาย มี
ไว้ให้ยางเกาะถนน หรือถ้ายางดอกหมดแล้วจะลื่น ซึ่งตามหลักการจริงนั้น ผิด !

ตามความหมายของคนทั่วไป ยางที่ยังมีร่องอยู่บนหน้ายาง หมายถึง ยางมีดอก แต่ถ้าหน้ายางเรียบ ไม่มี
ร่องบนหน้ายาง ทั้งจากการสึกหรอหรือยางสำหรับรถแข่งทางเรียบ หมายถึง ยางดอกหมด ยางหัวโล้น
ยางโล้น หรือยางไม่มีดอก

จริงๆ แล้วตัวแท่งๆ บนหน้ายาง เรียกว่า ‘ดอกยาง’ส่วนช่องว่างระหว่างดอกเรียกว่า ‘ร่องยาง’

ประเด็นสำคัญที่บอกว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คือ การคิดว่ายางโล้น ยางไม่มีดอก ไม่เกาะถนน เพราะ
การยึดเกาะของยางกับถนนเกิดจากหน้ายางที่กดแนบลงกับพื้น ยิ่งมีหน้าสัมผัสมาก ก็ยิ่งเกาะมากขึ้น ร่อง
ยางซึ่งแทรกอยู่ระหว่างดอกยาง ก็มีแค่อากาศ ไม่ได้มีเนื้อยางกดลงบนพื้นแต่อย่างไร

ดังนั้นถ้าหน้ายางมีความกว้างเท่ากัน ยางไม่มีดอก ไม่มีร่อง หรือยางหัวโล้น ย่อมมีพื้นที่สัมผัสถนนมากก
ว่ายางที่มีร่องระหว่างดอกยาง

แล้วทำไมยางรถยนต์ทั่วไป จึงมีดอกหรือมีร่อง ทั้งที่ผลิตยากกว่าแบบเรียบ และต้องเสียหน้าสัมผัสกับ
พื้นถนนตรงช่วงที่เป็นร่องไป ?

เพราะยางหน้าเรียบเกาะถนนดีบนถนนเรียบแห้งเท่านั้น แต่ถ้าถนนเปียกจะลื่นมาก เพราะหน้ายางที่แบน
กว้าง จะไม่สามารถกดรีดน้ำออกจากหน้ายาง เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นตามปกติได้ น้ำเลยกลายเป็น
ชั้นฟิล์มคั่นอยู่ระหว่างยางกับผิวถนน ก็เลยลื่นหรือมีอาการเหิรน้ำ

หน้ายางที่กว้างประมาณสิบเซ็นติเมตรขึ้นไป เมื่อกดลงบนพื้นถนนที่เปียกน้ำ ย่อมไม่สามารถรีดน้ำออกจาก
หน้าสัมผัสได้ เสมือนเอาฝ่ามือที่นิ้วมือชิดกัน กดแรงๆ ลงบนพื้นที่เปียกน้ำ

การแบ่งหน้าสัมผัสออกเป็นบล็อกเป็นดอกด้วยร่องยาง ทำให้การกดรีดน้ำออกจากหน้ายางทำได้ดีขึ้น
เพราะเท่ากับเป็นการรีดน้ำออกจากพื้นที่ย่อยๆ ที่แคบลง และมีร่องลึกอยู่รายรอบ เพื่อให้น้ำที่ถูกรีดแทรก
ตัวเข้าไปได้ และถ้าร่องต่อกันก็จะช่วยให้สลัดน้ำออกด้านข้างได้ดีขึ้นไปอีก เปรียบเทียบได้กับการกางนิ้ว
มือออก แล้วกดมือลงบนพื้นเปียกนั่นเอง ดอกหรือร่องยางจึงลดอาการลื่นของยาง เมื่อต้องขับรถยนต์ลุย
ฝนหรือบนถนนลื่น โดยต้องยอมเสียหน้าสัมผัสพื้นถนนบางส่วนให้เป็นร่องยางแทน

ดังนั้นการบอกลอยๆ ว่า ยางดอกหมด ยางหัวโล้น แล้วจะลื่นนั้น ผิด

เพราะที่ถูกต้อง น่าจะบอกว่า ยางดอกหมด ยางหัวโล้น จะลื่นบนถนนเปียก ส่วนบนถนนแห้งสนิทนั้น
เกาะถนนดีกว่ายางมีดอก (ทั้งยางรถแข่งและรถยนต์ทั่วไป)

แล้วทำไมเมื่อดอกหมดแล้วต้องรีบเปลี่ยนยางชุดใหม่ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าฝน ?

เพราะรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป ผู้ขับคงไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะเจอถนนเปียกเมื่อไร ขับไปแล้วอาจเจอโดย
ไม่ได้ตั้งตัว เพราะไม่มีทีท่าว่าฝนจะตก หรือพื้นถนนเปียกจากน้ำรดต้นไม้

ถ้ายางไม่มีร่อง หรือมีแต่ไม่ลึกพอให้น้ำเข้าไปแทรกอยู่ได้ ก็จะลื่นไถลได้ง่ายมาก ส่วนรถแข่งทางเรียบ
นั้น ถ้าฝนตกหรือผิวสนามลื่น ก็มักรู้ตัวก่อนและค่อยๆ ประคองรถเข้าพิต เพื่อเปลี่ยนเป็นยางมีดอก แล้ว
ออกไปแข่งต่อ

ปัจจุบันมีผู้ผลิตยางบางราย เริ่มผลิตยางรุ่นที่เน้นสำหรับการขับหรือแข่งบนทางเรียบแบบสมัครเล่น โดย
ออกแบบให้มีหน้าสัมผัสกับถนนมากๆ เป็นหลัก คือ มีร่อง แต่น้อยและแคบ และอยู่ห่างกันมาก เพื่อให้
สามารถขับบนถนนเปียกได้บ้าง ไม่ถึงกับลื่นไถล แต่ก็ไม่สามารถรีดน้ำได้ดีเท่ากับยางทั่วไปที่มีร่องรีดน้ำม
ากกว่า

เ มื่ อ ไ ร ด อ ก ย า ง ห ม ด

เมื่อดอกยางจุดที่เตี้ยที่สุด มีร่องลึกน้อยกว่า 1.5-2 มิลลิเมตร ซึ่งตัวเลข 1.5-2 มิลลิเมตรนี้ รวบรวม
มาจากคำแนะนำของผู้ผลิตยางหลายยี่ห้อ จึงไม่สามารถสรุปเป็นตัวเลขตายตัวได้เป๊ะๆ

ในความเป็นจริง ก็ไม่ค่อยมีใครหยิบไม้บรรทัดมาวัดหรือหาอะไรมาแหย่เพื่อวัดความลึกของร่องยาง
เพราะไม่สะดวก และจริงๆ แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการวัด ดังนั้นส่วนใหญ่จึงดูด้วยสายตา และ
ประเมินเอาว่าดอกยางหมดหรือยัง

ในขั้นตอนการออกแบบและผลิต ผู้ผลิตยางได้อำนวยความสะดวกในการดูว่ายางดอกหมด หรือร่องตื้นเกิน

กว่าที่จะใช้งานบนถนนได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัด

โดยในร่องยางบางจุดจะนูนขึ้นจากปกติประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร แต่มิได้นูนขึ้นมาจนเท่ากับหน้ายางตอ

นที่ยังใหม่ๆ สมมุติตอนใหม่ๆ ร่องลึก 8 มิลลิเมตรเท่ากันตลอด ก็จะมีในบางจุดที่ร่องลึกแค่ 6-6.5
มิลลิเมตร เสมือนมีเนินเตี้ยๆ อยู่ก้นหลุม ซึ่งเมื่อดอกยางสึกมากเข้า ก็จะเรียบเท่ากับยอดเนินเตี้ยๆ ที่
ก้นหลุมนั้น

เป็นการบอกว่าดอกยางเตี้ยเกินไป หรือร่องโดยรวมตื้นเกินไปแล้ว หรือดูง่ายๆ สำหรับดอกยางที่มีลวด
ลายของร่องเป็นแนวตรงโดยรอบ ปกติแล้วร่องจะต่อกันตลอดแนว แต่พอดอกยางสึกลงไปจนบางส่วนเท่า
กับเนินนั้น จนทำให้ร่องยางไม่ต่อกัน แสดงว่ายางเหลือร่องรีดน้ำเตี้ยเกินไปแล้ว

การหาว่าจุดไหนของร่องยาง มีเนินเตี้ยๆ อยู่กันหลุมหรือที่ฐานของร่อง ไม่ต้องเดาหรือเสียเวลานาน
เพราะมีจุดสังเกตได้จากขอบของแก้มยางบริเวณใกล้ๆ กับขอบริมของหน้ายาง จะมีตัวอักษร TWI หรือ
สัญลักษณ์รูป 3 เหลี่ยมขนาดเล็ก ชี้เข้าหาหน้ายาง

โดยปกติแล้วจะมี 6 จุดในแก้มยางแต่ละด้าน แบ่งห่างเท่าๆ กัน ในมุม 60 องศาของวงกลม แต่ในยาง
บางยี่ห้ออาจห่างไม่เท่ากัน หรือไม่ได้มี 6 จุด แต่ก็มีหลายจุดในแต่ละด้าน ยางในบางยี่ห้ออย่างมิชลิน ก็
ใช้สัญลักษณ์ตัวบีเบนดั้มขนาดเล็ก เป็นจุดสังเกตแทนรูป 3 เหลี่ยม

สัญลักษณ์เหล่านี้ ไม่ได้มีไว้บอกการสึก หรือดูว่าเมื่อไรสัญลักษณ์นี้ลบแล้วแสดงว่ายางสึกแต่อย่างไร
เพราะอยู่บริเวณแก้มยางซึ่งไม่สัมผัสพื้นจึงไม่สึก (แต่ถ้าเข้าโค้งแรงๆ จนขอบของแก้มยางเอนแนบลงกับ

พื้นถนน สัญลักษณ์ก็อาจสึกได้) เมื่อเจอสัญลักษณ์ข้างต้นที่ริมนอกของแก้มยางแล้ว ก็ให้มองในแนวเดียวกัน

ไล่ขึ้นไปที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องยาง ก็จะพบกับเนินเตี้ยๆ ที่ร่องยาง เมื่อไรที่ดอกสึกไปถึงยอด
เนินนั้น แสดงว่าดอกหมดหรือร่องตื้นและไม่ควรใช้ต่อ (ไม่ใช่ต้องสึกจนหมดเนินหรือหมดร่อง)

สาเหตุที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้จนเหลือแค่ร่องตื้นๆ ไม่ใช่หมดร่อง ทั้งที่ดูแล้วร่องนั้นน่าจะยังพอช่วยในการรีดน้ำได้

เพราะจริงๆ แล้ว ร่องตื้นๆ นั้น มีช่องว่างให้น้ำที่ถูกรีดไล่ออกจากหน้ายางแทรกตัวอยู่ได้น้อยมาก ส่งผล
ให้หน้ายางไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างต่อเนื่อง

เรื่องความสูงของเนินขนาดเล็กในร่องยาง ว่าแต่ละยี่ห้อสูงเท่าไร ? พบว่าในแต่ละยี่ห้ออาจไม่เท่ากัน
แต่อยู่ในช่วงที่ใกล้เคียงกัน คือ 1.5-2 มิลลิเมตร ซึ่งผู้ใช้ก็ไม่ต้องดิ้นรนหาตัวเลขนั้นว่าเป็นเท่าไร

เอาเป็นว่าผู้ผลิตได้ทดสอบหาความเหมาะสมมาแล้วว่า ยางรุ่นนั้น ควรเหลือดอกยางสูงไม่ต่ำกว่าเท่าไร
แล้วยังใช้งานได้ดี และออกแบบทำเนินให้สูงตามนั้น ผู้ใช้ก็แค่ใช้จนดอกสึกลงไปเท่ากับยอดเนินก็ควรเปลี่ยนยางชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ยางรถยนต์ก็สามารถหมดอายุได้แม้ดอกยังไม่หมด เช่น ยางเก่าเก็บ รถยนต์ใช้งานไม่มาก จอดมากกว่าขับ ทำให้หน้ายางไม่ค่อยสึก แต่ยางก็หมดอายุได้ จากการหมดสภาทั้งของโครงสร้างภายใน และความแข็งของเนื้อยาง เพราะโดยพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภท จะแข็งตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามความร้อนและเวลาที่ผ่านไป เนื้อยางที่แข็ง ย่อมมีแรงเสียดทานน้อยลงหรือลื่นขึ้นนั่นเอง

โดยเฉลี่ยแล้ว แม้ดอกยางยังไม่หมด ก็ไม่ควรใช้งานเกิน 3 ปี ถ้าจะใช้เกิน ควรพิจารณาความแข็ง
การแตกลายงา หรือการแตกปริของเนื้อยางอย่างละเอียด

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.chaliang.com/Board-Detail.asp?ID=01981